บทเรียน 5ส จาก SUPERMARKET

< ตีพิมพ์ใน Productivity World กรกฎาคม 2544 >



เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสแวะเข้าห้างสรรพสินค้าต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งผมได้เคยเข้าไปจับจ่ายซื้อของมาหลายครั้งแล้ว ห้างนี้เป็นห้าง 2 ชั้น โดยมี Supermarket เป็นพื้นที่ส่วนนึงในชั้น 1 พื้นที่ส่วนที่เหลือและชั้น 2 ก็มีสินค้าเหมือนห้างสรรพสินค้าทั่วไป ได้พบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ พื้นที่ Supermarket เดิม ได้ขยายพื้นที่จนเต็มชั้น 1 ซึ่งผมเดาว่า ทางห้างคงคิดที่จะปรับตัวตามกระแสการค้าปลีกที่มีแนวโน้มการเข้ามาแบ่งตลาดของยักษ์ใหญ่มากขึ้น ดังนั้น Supermarket ในรูปแบบเดิมอาจจะแข่งขันได้ลำบาก จึงต้องปรับรูปแบบของตัวเองใหม่ให้แข่งขันได้


แต่เรื่องที่ทำให้ได้แง่คิดมาพูดถึงกันตรงนี้ก็คือ การปรับปรุงในแง่พื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น แต่การจัดการพื้นที่ อาจจะไม่ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปด้วยกัน และเหตุที่เป็นเรื่องขึ้นมา ก็คือเรื่องพื้นฐานอย่าง 5ส นั่นเอง เรื่องเริ่มต้นจากว่า ผมตั้งใจเข้าไปเพื่อซื้อผงซักฟอก แต่เนื่องจากการจัดผังพื้นที่ใหม่ ทำให้ผมไม่ทราบว่าของวางอยู่ที่ไหน หลังจากหันซ้ายหันขวา แหงนหน้าขึ้นมองฝ้าเพดานว่า มีป้ายอะไรแขวนบอกติดอยู่บ้างหรือเปล่า ใจก็นึกถึง ส ที่ 2 คือ ส สะดวก ขึ้นมาตงิดๆ แต่ก็ไม่เจอป้ายอะไร รู้สึกว่ามันคล้ายกับการทำงานของเราบางครั้งบ้างไหมครับ ต้องการจะหาของอะไรซักอย่างแต่ไม่รู้อยู่ที่ไหน ป้ายบอกใดๆก็ไม่มี ทำให้ต้องเดินหาเอาเอง แต่ก็ไม่เป็นไรครับ พอมีเวลาเดินหาเรื่อยๆ เป็นการบริหารร่างกายไปในตัว


หลังจากหาผงซักฟอกเจอแล้ว ผมเลยลองสังเกตการจัดวางสินค้าอื่นๆไปด้วย ระหว่างทางก็เจอพนักงานห้างยืนจับกลุ่มคุยกัน และทานขนมขบเคี้ยวไปด้วย เห็นแล้วก็นึกอยากจะเข้าไปร่วมวงด้วย แล้วบอกว่า ไปหลบมุมทานในที่ที่ลูกค้าไม่เห็นเถอะครับ น่าจะเป็นภาพที่สวยงามกว่า หลังจากที่เดินจนครบรอบแล้ว ทำให้ได้แง่มุม 5ส มาพูดถึงกัน ได้อีกหลายอย่าง คือ


·      กระดาษชำระขนาด 6 ม้วนในซองพลาสติก วางซ้อนกันอยู่ โดยชั้นล่างสุดกองกับพื้นไม่ได้วางบนชั้นใดๆ ถ้าแค่ผมเดินเตะ เข็นรถชน หรือ พนักงานเอาผ้าถูพื้นสกปรกมาโดนเท่านั้นเอง กระดาษที่ถูกซ้อนอยู่ชั้นล่างสุด คงสกปรกหรือเสียหายได้ง่ายๆ


·      ความสูงของกระดาษชำระบางชั้น วางซ้อนกันจนชั้นบนสุดสูงกว่าหัวผมอีก ทำให้นึกถึงคนซื้อท่านอื่นๆ โดยเฉพาะสุภาพสตรี ว่าจะหยิบได้ยังไง คนที่ไม่สูงคงหยิบไม่ได้ หรือระหว่างหยิบ ของชั้นบนๆ อาจมีโอกาสหล่นพื้นได้


·      ยาขัดรองเท้าวางอยู่ในชั้นเป็นจำนวนมาก ไม่น่าจะต้องมาวางของบนชั้นมากมายขนาดนี้ สิ้นเปลืองพื้นที่เปล่าๆ และ ลองหยิบชิ้นในๆขึ้นมาดู บางชิ้นก็มีฝุ่นจับ แสดงว่าการดูแลทำความสะอาดมีปัญหา


·      กระป๋องคุกกี้ ที่เป็นทรงกระบอกกลมเตี้ย วางซ้อนๆกันบนชั้นด้านบนสุด เข้าใจว่าเพราะพื้นที่ด้านหน้าบนชั้นยังเหลือ พนักงานก็เลยเอาพื้นที่ตรงนั้น มาวางกระป๋องแนวตั้งให้เห็นด้านบนของกระป๋อง คงเพื่อต้องการให้ลูกค้าเห็นสินค้าได้ชัดๆ แต่ผมคิดในด้านความปลอดภัยว่า ถ้ามีอะไรไปชนเข้าหน่อย กระป๋องคงร่วงลงมาแน่ เดินไปผมก็นึกเสียวศีรษะตนเองเหมือนกัน หรือถึงแม้ตกลงมาแต่ไม่ถูกใคร คุกกี้ข้างในก็คงแตกหักแน่


·      พบกระปุกกาแฟขนาดเล็กวางชั้นบนสุดเช่นกัน และวางซ้อนกันขึ้นไปถึง 4 กระปุก ลองเหยียดมือขึ้นไปพบว่า หยิบชั้นบนสุดได้พอดี แต่ถ้าผมเป็นหญิงไทยความสูงมาตรฐาน คงจะเอื้อมไม่ถึงชั้นบนแน่ หรือถึงแม้ว่าจะเอื้อมถึง ก็นึกในใจว่า ไม่อยากจะหยิบซื้อเท่าไหร่ เพราะการวางซ้อนกันและมีหลายๆตั้งแบบนี้  แค่ชนกันนิดหน่อยก็อาจจะร่วงลงมาได้ง่ายมาก


·      บนชั้นวางผงซักฟอก มีเศษผงซักฟอกตกอยู่ พนักงานน่าจะเอาเวลาที่คุยกัน มาทำความสะอาดมากกว่า ลองก้มดูข้างใต้ชั้นวางสินค้า ตามนิสัย 5ส ที่ควรจะตรวจทุกซอกทุกมุม ผมก็เจอเศษขยะชิ้นเล็กๆและฝุ่นสกปรกอยู่ใต้ชั้น


·      กระป๋องนมผงเลี้ยงเด็กทรงกระบอก หลังจากจัดวางตามแนวปกติคือแนวตั้งเรียบร้อยแล้ว พนักงานคงเห็นว่าพื้นที่ข้างบนกระป๋องยังพอมีเหลือ ก็เลยวางนอนซ้อนกันไปด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระป๋องก็เลยสามารถกลิ้งไปกลิ้งมาได้ รอยขูดขีดบนกระป๋องก็อาจจะเกิดขึ้น


·      กล่องยากันยุงวางอยู่บนชั้นจนเต็มพื้นที่ไปหมด แต่เนื่องจากยังมีของเหลืออยู่ ก็เลยเอามาวางกองบนพื้น


·      นอกจากกล่องยากันยุงแล้ว ยังพบว่ามีของอีกจำนวนนึงที่วางเกะกะกีดขวางทางเดิน เช่น มีชั้นวางวุ้นเส้น ชั้นน้ำอัดลม


·      ซองอาหารสำเร็จรูปสำหรับสุนัข น้ำหนัก 3 กิโลกรัม วางอยู่ชั้นบน ในขณะที่ชั้นล่าง พบผลิตภัณฑ์พลาสติกจำพวกถ้วยชามที่น้ำหนักเบากว่ามากวางอยู่ เวลาคนซื้ออาหารสุนัขคงต้องแบกหนักหน่อย


·      ตรงบริเวณคิดสตางค์ทางออก มีมันฝรั่งยี่ห้อหนึ่งที่ลักษณะเป็นทรงกระบอก วางนอนซ้อนๆกัน โดยเปิดช่องไว้ให้ลูกค้าที่จะซื้อ หยิบเฉพาะกระป๋องที่อยู่ชั้นล่างสุด พอหยิบไปแล้ว กระป๋องก็จะเลื่อนลงมาด้วยน้ำหนักมันเองโดยอัตโนมัติ เวลาเติมของใหม่ ก็จะเติมจากด้านบน ซึ่งเป็นการควบคุมตามระบบเข้าก่อนออกก่อน ( FIFO : First In First Out ) โดยอัตโนมัติ


·      พบถังดับเพลิงที่แขวนอยู่ 2 ถัง ถังแรกเป็นสีแดง คือผงเคมีแห้ง ถังที่ 2 สีเหลือง เป็น Halon ปัญหาคือทั้ง 2 ถังแขวนในระดับหน้าอกของผม ในช่วงเวลาฉุกเฉิน คงหยิบใช้ไม่สะดวก และยิ่งกว่านั้น ลองดูรายละเอียดบนถังพบว่าซื้อตั้งแต่ปี 40 เข็มวัดชี้ที่สีแดง Recharge คือต้องนำไปบรรจุใหม่แล้วทั้ง 2 ถัง ถ้ามีไฟไหม้ขึ้นมาจริงๆ คงไม่มีใครคิดเอาเครื่องดับเพลิงนี้ไปใช้แน่


·      บริเวณประตูทางเข้าออกของห้าง มีรถมอเตอร์ไซค์จอดกันระเกะระกะเต็มไปหมด ไม่มีการจัดระเบียบ เวลาเดินเข้าออกต้องหาช่องทางเอาเอง ถ้ายิ่งมีถุงหิ้วของที่ซื้อออกมาด้วย คงจะยิ่งลำบากเพราะอาจจะไปเกี่ยวรถเข้าให้ได้


 อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเป็นยังไงบ้างครับ คงพอมองเห็นสภาพในปัจจุบันที่เป็นอยู่ใช่มั้ยครับ ลองคิดกันต่อดีกว่าว่า ถ้าเราเอาสิ่งที่พูดนี้มาเป็นกรณีศึกษา มันจะไปเชื่อมโยงกับเรื่อง 5ส ได้อย่างไร แล้ว 5ส บอกอะไรเราบ้าง แนวคิดตรงนี้น่าจะเอาไปปรับใช้ในการทำงานอื่นๆได้ด้วย


สะสาง หัวใจหลักของการสะสางคือ การมั่นใจว่าเหลือแต่เฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้นในสถานที่ทำงาน โดยต้องพิจารณาทั้ง รายการและปริมาณ ในกรณีของ Supermarket รายการที่จำเป็นก็คือของที่ลูกค้าต้องการซื้อนั่นเอง ทางห้างต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อเลือกสินค้าที่เหมาะสมในการนำมาวางบนพื้นที่ของห้างที่มีอยู่จำกัด


สำหรับปริมาณหรือจำนวนที่เหมาะสม ก็ต้องมีนโยบายว่าเราจะเก็บสินค้าไว้ในปริมาณเท่าใด โดยทั่วไปจะอิงเทียบกับยอดขาย นั่นคือต้องมีระบบข้อมูลของยอดขายเพื่อนำมากำหนดจำนวนการเก็บที่เหมาะสมได้ และ ในขณะเดียวกัน ต้องพิจารณาข้อจำกัดของพื้นที่ที่มีอยู่ควบคู่ไปด้วย กรณีของ กระดาษชำระ ยาขัดรองเท้า กล่องยากันยุง กระป๋องนมผงเลี้ยงเด็ก คงต้องตั้งคำถามว่า มีความจำเป็นเพียงใดที่ต้องเก็บสินค้าในปริมาณขนาดนั้น ปริมาณที่มีมากเกินจำเป็น คือต้นทุนหรือเงินที่จมอยู่ ไม่สามารถก่อให้เกิดผลกำไรตอบแทนได้ แนวคิดสะสางนี้ เป็นพื้นฐานในการเชื่อมโยงไปยังระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี หรือ Just In Time นั่นเอง และนอกจากปัญหาต้นทุนจมโดยไม่ได้อะไรขึ้นมาแล้ว ปริมาณที่มากเกินไปนำไปสู่ปัญหาอื่นๆอีก เช่น ของเสื่อมคุณภาพ หรือ ปัญหาอุบัติเหตุ อีกด้วย


สะดวก สำหรับ ส ที่ 2 นี้ ชื่อสะดวกคงได้ความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า หยิบง่าย และ เก็บง่าย หรือเรียกว่า หลักประสิทธิภาพ คือไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหา เพราะเวลาที่ต้องเสียไปในการค้นหาคือต้นทุนที่สูญเปล่า ความสะดวกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ การจัดเก็บของที่จำเป็นหลังจากสะสางแล้วต้องมีความเป็นระเบียบ ข้อมูลที่จำเป็นต้องแจ้งให้รู้ โดยทั่วไปคือการจัดทำป้ายติดในขนาดและตำแหน่งที่เหมาะสม อาจจะนำเอาสีเข้ามาช่วยในการแบ่งแยกหมวดหมู่  ใน Supermarket ที่มีระบบการจัดการดีๆ เมื่อเราเข้าไป จะเห็นป้ายแสดงว่าแต่ละช่องทางเดินมีสินค้าอะไรวางอยู่บ้าง ตัวหนังสือมีขนาดใหญ่พอที่จะเห็นได้จากระยะไกล ถ้า Supermarket ในเรื่องนี้ มีป้ายบอกเสียหน่อย ผมคงเสียเวลาเดินหาผงซักฟอกน้อยกว่านั้น


นอกจากความสะดวกที่เราเข้าใจกันแล้ว ส-สะดวก ยังได้ขยายความออกไปนอกจากหลักประสิทธิภาพ คือ ต้องคิดถึง หลักคุณภาพ ของสินค้า เครื่องมือ เครื่องจักร เอกสารที่จัดวางจัดเก็บ ไม่ให้เสื่อมสภาพ และ หลักความปลอดภัย ของผู้ทำงานอีกด้วย การเอากระดาษชำระ กล่องยากันยุง หรือกองน้ำอัดลม มาวางบนพื้น ทำให้สินค้าเสียหายได้ง่ายทั้งจากฝุ่น สิ่งสกปรก หรือจากพนักงาน คนเดินห้าง ที่อาจจะมาชนได้ ในโรงงานสถานประกอบการก็เช่นเดียวกัน การวางสินค้าที่อาจสกปรกหรือกระทบกระแทกเสียหายได้บนพื้น เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง


การจัดระเบียบของการเก็บเพื่อให้การนำออกไปใช้เป็นไปตามระบบ FIFO เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญของหลักคุณภาพใน ส-สะดวก ชั้นเก็บยาขัดรองเท้าที่มีของอยู่เต็ม ของชิ้นในๆคงไม่มีคนซื้อหยิบไปแน่ เพราะลูกค้ามักจะหยิบแต่สินค้าที่วางไว้หน้าๆ ตามหลักแล้วพนักงานต้องสะสางเพื่อให้เหลือในปริมาณที่เหมาะสมก่อน จากนั้นการจัดของขึ้นชั้น ต้องคอยเลื่อนของด้านในให้สลับออกมาด้านนอกเสมอ เพื่อให้มีการหมุนเวียนตามระบบเข้าก่อนออกก่อนอยู่ตลอดเวลา  หรือในกรณีที่เราสามารถจัดการให้ระบบ FIFO เป็นไปได้โดยอัตโนมัติ ก็จะทำให้การทำงานยิ่งง่ายขึ้น อย่างกรณีกระป๋องมันฝรั่ง ลักษณะแบบนี้จะพบที่ตู้แช่เครื่องดื่ม ของร้านสะดวกซื้อ ( Convenient Store ) ในปัจจุบันเช่นเดียวกัน คนซื้อจะหยิบกระป๋องเครื่องดื่มจากด้านหน้า ในขณะที่พนักงานจะเติมจากด้านหลัง


สำหรับกรณีกระป๋องคุ้กกี้หรือกระป๋องนมผงเลี้ยงเด็ก เป็นอีกตัวอย่างที่การจัดวาง อาจส่งผลต่อคุณภาพสินค้าได้ กระป๋องคุ้กกี้ที่วางในลักษณะที่มีโอกาสร่วงตกลงมาได้ง่าย ถึงแม้ว่าจะดูสวยงามก็ตาม และ กระป๋องนมผงที่มีรอยขูดขีดเนื่องจากการกลิ้งไปมา ลูกค้าคงไม่อยากหยิบซื้อ


หลักสุดท้ายของ ส-สะดวก คือ ความปลอดภัยของผู้ทำงานหรือ ผู้ที่เข้ามาในบริเวณพื้นที่ทำงานนั้นๆ ในกรณีนี้ก็คือลูกค้าอย่างผมนั่นเอง ลองนึกดูว่า ถ้ากำลังเดินอยู่แล้วมีซองกระดาษชำระหรือกระป๋องคุ้กกี้ร่วงลงมาโดน หรือ กำลังจะเลือกหยิบกระปุกกาแฟ แต่พลาดทำของร่วงหล่นใส่หัวตัวเอง หรือ กำลังเดินอยู่แต่สะดุดเนื่องจากของที่วางเกะกะอยู่บนทางเดิน เราคงไม่อยากไปซื้อของที่นั่นเป็นแน่ ลองคิดต่อไปอีกว่า ถ้าเราเป็นพนักงานในโรงงานหรือสถานประกอบการใดๆที่ที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เราเองคงรู้สึกไม่มีขวัญกำลังใจ และไม่อยากทำงานเป็นแน่เช่นเดียวกัน


สิ่งสำคัญอีกอย่างของหลักความปลอดภัย คืออุปกรณ์ความปลอดภัย ต้องวางอยู่ในพื้นที่ที่เห็นได้ง่าย หยิบง่ายไม่มีอะไรวางกีดขวาง ถ้า Supermarket แห่งนี้เกิดไฟไหม้ขึ้น พนักงานคงหาไม่เจอว่าจะไปหยิบถังดับเพลิงได้จากที่ไหน หรือถ้าเจอและหยิบมาแล้ว จะฉีดดับไฟแต่กลับฉีดไม่ออกเพราะแรงดันไม่ถึง จะวิ่งหนีออกมาก็ติดขัดมอเตอร์ไซค์ที่จอดออกันเต็มห้าง ความอลหม่านและความสูญเสียที่ตามมาคงมีอย่างมาก


หลายหน่วยงานมักจะแขวนถังไว้กับผนังในระดับสูง โดยคิดว่าเพื่อให้เห็นถังดับเพลิงได้ง่ายๆโดยตรง แต่อาจจะลืมนึกไปว่า ที่ความสูงระดับนั้น ถ้าหยิบมาใช้จริงๆจะลำบากมาก และ น้ำหนักถังดับเพลิงก็ไม่ใช่น้อยๆ ดังนั้น ถ้ายึดหลักความสะดวกใช้ ควรแขวนที่ผนังตั้งแต่ระดับเอวลงไปหรือวางกับพื้น แต่ต้องทำป้ายที่เห็นได้ชัดเจนแต่ระยะไกลติดบนผนัง ในระดับความสูงที่ไม่มีอะไรมาบังได้ และต้องหมั่นตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ในการใช้งานอยู่เสมอ


สะอาด ความสะอาดนับเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญ ฝุ่นที่จับบนยาขัดรองเท้า เศษผงซักฟอกที่มีบนชั้น สิ่งสกปรกใต้ชั้นวางสินค้า คือภาพสะท้อนของการดูแลรักษาความสะอาดที่มีปัญหา ชวนให้คิดว่าทุกวันนี้ทางห้างมีการแบ่งความรับผิดชอบในการทำความสะอาดสินค้าบนชั้นกันอย่างไร เศษฝุ่นบนทางเดิน แทนที่จะกวาดไปทิ้งถังขยะ ก็ถูกกวาดเข้าไปซุกใต้ชั้นที่ไม่มีใครสังเกตเห็นหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้คือภารกิจผู้บริหารที่ต้องคอยกวดขันเพื่อสร้างจิตสำนึกในการรักษาความสะอาดให้เกิดกับพนักงานทุกๆคน


-สะอาด เป็นอีก ส หนึ่งที่ได้รับการตีความขยายเพิ่มเติมออกมาจากการปัด กวาด เช็ด ถู ที่เราเข้าใจกันง่ายๆอยู่แล้ว หัวใจของ ส-สะอาด ที่ทำให้แนวคิด พ้นขึ้นมาจากการทำความสะอาดเบื้องต้นเพียงเท่านั้นคือ การทำความสะอาดคือการตรวจสอบ พนักงานที่ทำความสะอาด ต้องทำความสะอาดอย่างใส่ใจในสิ่งที่ตนกำลังทำความสะอาดไปด้วย โดยใช้สิ่งที่พ่อแม่ให้มาติดตัวอยู่แล้วคือประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการตรวจสอบความพร้อมในการใช้งาน หรือ สิ่งผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น


ดังนั้นพนักงานที่ทำความสะอาดปัดฝุ่นสินค้าบนชั้น ต้องตรวจไปด้วยว่าสินค้าจัดเรียงดีน่าหยิบซื้อ ฉลากสินค้าหันออกมาด้านหน้าให้ลูกค้าเห็นได้ชัดเจน ป้ายที่ติดบนชั้นถูกต้องตรงกับตัวสินค้า สินค้าบางตัวอาจจะหมดอายุแล้วต้องนำออกจากชั้น พื้นที่โดยรอบมีความสะอาด สิ่งเหล่านี้จะเป็นการฝึกให้พนักงานรู้จักสังเกตสภาพที่เป็นอยู่ และรู้จักคิดที่จะแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นอยู่เสมอ


สุขลักษณะ และ สร้างนิสัย 2 ส สุดท้ายจะติดตามมาในที่สุดหลังจากเราทำ 3 ส แรกอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นการปฏิบัติตามระเบียบ มาตรฐานข้อตกลงร่วมกัน โดยอัตโนมัติ หรือโดยธรรมชาติในที่สุด ซึ่งสำหรับงานพนักงานในห้างสรรพสินค้านั้น จิตใจแห่งการให้บริการ ( Service Mind ) คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้น ผลพลอยได้ที่จะติดตามตามมาคือ การทำให้พนักงานรู้สึกผูกพัน รักพื้นที่ทำงานของตนเอง และนำไปสู่การรักบริษัท รักองค์การตัวเองในที่สุด ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับว่า ถ้าไปถามพนักงานที่จับกลุ่มคุยกันว่า รู้สึกรักห้างสรรพสินค้าที่ตัวเองทำงานอยู่หรือเปล่า จะได้รับคำตอบอะไรบ้าง


เราอาจจะเคยได้ยินคำพูดในลักษณะว่าทำไมต้องมาพูดเรื่อง 5ส กันบ่อยๆ ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่รู้ๆอยู่แล้ว แต่ตราบที่เรื่องพื้นฐานนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ ก็คงต้องเป็นเรื่องที่ต้องมาพูดกัน ย้ำเตือนกัน เปรียบเหมือนตึกที่รากฐานไม่แข็งแรง โครงสร้างของตึกย่อมมีปัญหาแน่ ลองเข้าไปในพื้นที่ทำงานของตัวเองแล้วตรวจสอบด้วยแนวคิด 5ส อีกครั้งนะครับว่าตอนนี้พื้นที่ของเราทำ 5ส ดีแล้วหรือเปล่า 5ส ต้องเริ่มต้นที่ตัวเองครับ

Comments